“ค่าไฟฟ้าโรงงานที่พุ่งสูงขึ้นทุกปี ไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนแฝง แต่คือตัวแปรสำคัญที่กำหนด ‘กำไรสุทธิ’ ของธุรกิจ การหันมา ติดตั้งโซล่าเซลล์โรงงาน จึงเป็นกลยุทธ์ลดต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อถึงทางแยกแห่งการตัดสินใจ ผู้บริหารมักเกิดคำถามสำคัญ: ควรเลือกโมเดลไหนระหว่าง EPC (ลงทุนเองทั้งหมดเพื่อกำไรสูงสุด) หรือ PPA (ให้เอกชนมาลงทุนให้แลกกับการซื้อไฟราคาถูก)? บทความนี้จะพาคุณไปชำแหละโครงสร้างต้นทุน วิเคราะห์จุดคุ้มทุน (ROI) และกระแสเงินสด เพื่อค้นหาคำตอบว่าโมเดลการลงทุนแบบไหน ที่ตอบโจทย์สุขภาพทางการเงินของโรงงานคุณมากที่สุด”
EPC โซล่าเซลล์ (Engineering, Procurement, and Construction) วิถีนักลงทุน เป็นเจ้าของสินทรัพย์ 100%
EPC คืออะไร?
EPC คือรูปแบบการว่าจ้างบริษัทรับติดตั้งโซล่าเซลล์แบบครบวงจร (Turnkey) โดยเจ้าของโรงงานเป็นผู้ลงทุนจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตั้งแต่ค่าสำรวจ ออกแบบ ค่าอุปกรณ์ (แผง, Inverter, Mounting) ค่าดำเนินการขออนุญาต จนถึงค่าแรงติดตั้ง เมื่อติดตั้งเสร็จ ระบบโซล่าเซลล์นั้นจะตกเป็นทรัพย์สินของโรงงานทันทีตั้งแต่วันแรก
จุดเด่นของโมเดล EPC เจ็บแต่จบ กำไรระยะยาวสูงสุด
- กำไรจากค่าไฟเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไฟฟ้าทุกหน่วยที่ผลิตได้ คือกำไรของคุณ 100% ไม่ต้องแบ่งส่วนต่างให้ใคร สมมติโรงงานคุณติดตั้งขนาด 500kW ผลิตไฟได้ปีละ 700,000 หน่วย คุณประหยัดค่าไฟได้เต็มจำนวน (ประมาณ 3 ล้านบาทต่อปี ที่ค่าไฟ 4.2 บาท)
- จุดคุ้มทุนสั้นที่สุด (Shortest Payback Period) ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน ราคาแผงโซล่าเซลล์และอุปกรณ์ปรับตัวลดลง ทำให้จุดคุ้มทุนของการลงทุนเองเฉลี่ยอยู่ที่ 3-5 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นคือ “กำไรล้วนๆ” ไปอีกกว่า 20 ปีตลอดอายุการใช้งาน
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentive) นี่คือไพ่ตายของโมเดล EPC โดยเฉพาะการขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่ให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 50% ของเงินลงทุน ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณจริงแล้ว จะทำให้จุดคุ้มทุนลดลงเหลือเพียง 2-3 ปีเท่านั้น
ข้อควรพิจารณาของ EPC
- ใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ (High CAPEX) ต้องใช้กระแสเงินสดของบริษัท หรือวงเงินกู้ธนาคาร (Green Loan) ซึ่งอาจกระทบสภาพคล่องระยะสั้น
- รับความเสี่ยงเอง เจ้าของโรงงานต้องรับผิดชอบค่าซ่อมบำรุง (O&M) และค่าประกันภัยเองหลังจากหมดระยะเวลารับประกันของผู้ติดตั้ง (ปกติรับประกันงานติดตั้ง 2 ปี Inverter 5-10 ปี)
PPA โซล่าเซลล์ (Power Purchase Agreement) ทางเลือก ใช้ไฟถูกโดยไม่ต้องจ่าย
PPA คืออะไร?
PPA หรือ Private PPA คือสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน โดยจะมี “นักลงทุน” (Developer/Investor) เข้ามาเสนอขอใช้พื้นที่หลังคาโรงงานของคุณเพื่อติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ โดยที่พวกเขาเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด 100% (Zero Investment) หน้าที่ของคุณมีเพียงอย่างเดียวคือ “ซื้อไฟฟ้า” ที่ผลิตได้จากระบบนี้ ในราคาที่มีส่วนลด (Discount) จากค่าไฟปกติของการไฟฟ้า
จุดเด่นของโมเดล PPA ลดความเสี่ยง ไม่กระทบ Cash Flow
- ไม่ต้องใช้เงินลงทุน (Zero CAPEX) เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการเก็บวงเงินสดไว้หมุนเวียนในกิจการหลัก หรือไม่อยากก่อหนี้เพิ่ม
- ลดค่าไฟทันทีตั้งแต่วันแรก สัญญา PPA มักจะให้ส่วนลดค่าไฟประมาณ 10-30% จากเรตการไฟฟ้า (ขึ้นอยู่กับขนาดโครงการและความน่าเชื่อถือของบริษัท) เช่น ถ้าค่าไฟปกติหน่วยละ 5 บาท คุณอาจจะได้ซื้อไฟจากโซล่าเซลล์ในราคา 3.5-4.0 บาท ตลอดอายุสัญญา
- หมดห่วงเรื่องดูแลรักษา ผู้ลงทุน (Investor) จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าซ่อมบำรุง ล้างแผง และเปลี่ยนอุปกรณ์ตลอดอายุสัญญา (15-20 ปี) เพราะถ้าเครื่องเสีย เขาคือคนที่เสียรายได้จากการขายไฟให้คุณ
ข้อควรพิจารณาของ PPA
- ติดสัญญาระยะยาว: สัญญา PPA มักมีระยะเวลา 15-20 ปี ซึ่งเป็นพันธะผูกพันระยะยาว หากมีการยกเลิกสัญญาอาจมีค่าปรับสูง
- ผลตอบแทนต่ำกว่า: เมื่อเทียบกันตลอดอายุโครงการ 25 ปี การทำ PPA จะประหยัดค่าไฟได้น้อยกว่าการลงทุนเอง (EPC) อย่างมาก เพราะส่วนต่างกำไรถูกแบ่งไปให้นักลงทุน
- ความยุ่งยากในการโอนย้าย: หากมีการขายโรงงาน หรือเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น อาจต้องมีการแก้สัญญาที่ซับซ้อน
ตารางเปรียบเทียบ EPC vs PPA
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ด้วยตารางเปรียบเทียบปัจจัยสำคัญดังนี้
| หัวข้อเปรียบเทียบ | EPC (ลงทุนเอง) | PPA (ให้นักลงทุนมาติด) |
|---|---|---|
| รูปแบบการลงทุน | CAPEX (จ่ายเงินก้อนครั้งเดียว หรือผ่อนธนาคาร) | OPEX (ไม่มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้น จ่ายตามบิลรายเดือน) |
| ความเป็นเจ้าของ | เป็นของโรงงานทันที 100% | เป็นของนักลงทุน (จนกว่าจะหมดสัญญา 15-20 ปี) |
| ค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ | 100% ของไฟที่ผลิตได้ (ฟรีค่าไฟส่วนนี้) | 10-30% (ได้เป็นส่วนลดจากเรตปกติ) |
| จุดคุ้มทุน (ROI) | 3 – 5 ปี (เร็วมาก) | ไม่มีจุดคุ้มทุน (เพราะไม่ได้ลงทุน) แต่ประหยัดสะสมน้อยกว่า |
| การดูแลรักษา (O&M) | เจ้าของโรงงานรับผิดชอบ (จ้าง Outsource ต่อปี) | นักลงทุนรับผิดชอบทั้งหมดฟรีตลอดสัญญา |
| สิทธิประโยชน์ BOI | ขอได้ (ลดหย่อนภาษีได้ 50% ของเงินลงทุน) | ขอไม่ได้ (สิทธิเป็นของนักลงทุน) |
| ความเสี่ยงด้านอุปกรณ์ | รับความเสี่ยงเองเมื่อหมดประกัน | นักลงทุนรับความเสี่ยง |
| มูลค่าทรัพย์สิน | เพิ่มมูลค่าทรัพย์สินให้โรงงาน | ไม่นับเป็นทรัพย์สิน จนกว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ |
สิ่งที่เป็นจุดตัดสินใจสำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่คือเรื่อง “สภาพคล่องทางการเงิน” ตัวอย่างสถานการณ์สมมติของโรงงานขนาด 1 MW (เมกะวัตต์)
กรณีเลือก EPC โซล่าเซลล์
คุณต้องจ่ายเงินก้อนแรกประมาณ 20-25 ล้านบาท (ตัวเลขประมาณการปี 2569) กระแสเงินสดปีแรกจะติดลบหนัก แต่ในปีที่ 1-5 คุณจะได้กระแสเงินสดกลับคืนมาปีละประมาณ 5-6 ล้านบาท จากค่าไฟที่ประหยัดได้ บวกกับเงินสดที่ประหยัดได้จากการไม่ต้องจ่ายภาษี (Tax Saving จาก BOI) อีกหลายล้านบาท
- สรุป: เจ็บหนักปีแรก แต่หลังจากปีที่ 5 เป็นต้นไป คุณจะมี Cash Flow บวกปีละ 5-6 ล้านบาท ฟรีๆ ไปยาวๆ
กรณีเลือก PPA โซล่าเซลล์
คุณไม่ต้องจ่ายเงินก้อนแรก กระแสเงินสดเป็นบวกตั้งแต่วันแรก แต่เป็นบวก “ทีละน้อย” เช่น ประหยัดค่าไฟได้ปีละ 500,000 – 800,000 บาท (จากส่วนลดค่าไฟ) ตัวเลขนี้จะนิ่งๆ ไปตลอด 15-20 ปี
- สรุป: สบายตัว ไม่มีความเสี่ยง แต่เสียโอกาสในการสร้างกำไรก้อนโต (Opportunity Cost) เพราะเงินส่วนใหญ่ที่ควรจะประหยัดได้ ถูกจ่ายออกไปเป็นค่าซื้อไฟให้นักลงทุน
แบบไหนเหมาะกับธุรกิจคุณ?
ในการเลือกติดตั้งโซล่าเซลล์โรงงาน เรามีเช็กลิสต์เพื่อช่วยคุณตัดสินใจ ดังนี้
กรณีเลือก “ลงทุนเอง (EPC)”
- ธุรกิจมีกระแสเงินสดแข็งแรง: หรือมีวงเงินกู้เหลือเฟือ การลงทุนโซล่าเซลล์ให้ผลตอบแทน (IRR) สูงกว่าดอกเบี้ยธนาคารแน่นอน (IRR โซล่าเซลล์ EPC มักสูงถึง 15-25%)
- ต้องการใช้สิทธิ BOI: หากบริษัทของคุณมีกำไรที่ต้องเสียภาษีเยอะ การใช้สิทธิ BOI จากโซล่าเซลล์จะคุ้มค่ามหาศาล
- มองระยะยาว: ต้องการลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำที่สุดเพื่อสู้กับคู่แข่งในระยะยาว การเป็นเจ้าของระบบเองช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยได้ดีที่สุด
- ไม่ต้องการผูกมัด: ไม่ต้องการเซ็นสัญญาระยะยาว 15-20 ปีกับบุคคลภายนอก
กรณีเลือก “สัญญาซื้อขายไฟ (PPA)”
- ต้องการรักษาสภาพคล่อง: อยากเก็บเงินก้อนไว้ขยายไลน์การผลิต หรือใช้เป็นทุนหมุนเวียน ซึ่งสำคัญกว่าการลดค่าไฟ
- นโยบายบริษัทข้ามชาติ (MNC): บริษัทแม่บางแห่งมีนโยบายห้ามถือครองสินทรัพย์เพิ่ม (Asset Light Policy) หรือมีเป้าหมายลด Carbon Footprint โดยไม่อยากยุ่งยากเรื่อง Operation
- ไม่มีทีมวิศวกรดูแล: ไม่ต้องการปวดหัวเรื่องการซ่อมบำรุง การล้างแผง หรือการดูแลระบบ อยากโฟกัสที่ธุรกิจหลักอย่างเดียว
- ความเสี่ยงต่ำ: ยอมรับกำไรที่น้อยลง แลกกับความสบายใจที่ไม่ต้องรับความเสี่ยงเรื่องอุปกรณ์เสียหาย
การตัดสินใจระหว่าง EPC โซล่าเซลล์ และ PPA โซล่าเซลล์ ไม่มีคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงข้อเดียว แต่มันคือการเลือกเครื่องมือทางการเงินให้เหมาะกับเป้าหมายขององค์กร
- หากเป้าหมายคือ “กำไรสูงสุด (Maximum Profit)” -> EPC คือคำตอบ
- หากเป้าหมายคือ “ความเสี่ยงต่ำสุด (Minimum Risk)” -> PPA คือคำตอบ
สำหรับการติดตั้งโซล่าเซลล์โรงงาน การเลือกพาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นผู้รับเหมา EPC ที่มีคุณภาพงานติดตั้งสูง หรือผู้ให้บริการ PPA ที่มีสัญญาเป็นธรรมและมีทีมงานที่มีประสบการณ์การทำงานที่เชื่อถือได้
Insider System พร้อมให้คำปรึกษาทั้งในรูปแบบการประเมินจุดคุ้มทุน การขอใบอนุญาต และการเลือกใช้อุปกรณ์ระดับ Tier 1 เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของโรงงานคุณ เป็นไปอย่างราบรื่นและคุ้มค่าที่สุดในระยะยาว

